ท่านเซอร์ที่คิดถึง

 

นึกถึงได้…แค่อดีต : ทำไมโค้ชแมนฯยูฯ ถึงไม่มีใครประสบความสำเร็จเท่าเฟอร์กูสัน ?

“ทำไมโค้ชแมนฯยูฯ ถึงไม่มีใครประสบความสำเร็จเท่าเฟอร์กูสัน ?” คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากหากวัดจากสิ่งที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำตลอดอาชีพของเขาในถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด  ดูบอลสด

อำนาจ บารมี การบริหาร และการยึดมั่นแน่วแน่ในความคิดของตัวเอง คือปัจจัยที่เปลี่ยนทีมยักษ์หลับกลับสู่ยุคของความสำเร็จที่แฟน ๆ ปีศาจเเดงลืมไม่ลง

แต่คำถามคือทำไมจึงมีแค่เขาเพียงคนเดียวที่ทำแบบนั้นได้ ? เพราะหลังจากหมดยุคของ เฟอร์กี้ มีกุนซือเข้ามามากหน้าหลายตาหลากสไตล์หลายแนวทาง เหตุผลผู้มาทีหลังเหล่านั้นกลับทำไม่ได้แม้เข้าใกล้ความเป็น ยูไนเต็ด ยุคเฟอร์กี้เลย ?

ท่านเซอร์ที่คิดถึง-1

จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน 

ความแตกต่างของกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และคนอื่น ๆ ที่รับงานต่อจากเขาทั้ง เดวิด มอยส์, หลุยส์ ฟาน กัล, โชเซ่ มูรินโญ่, โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ และ ราล์ฟ รังนิก คือ “สถานะของสโมสร”

ปฎิเสธไม่ได้ว่าในช่วงปลายยุค 80s คือยุคขาลงทีมปีศาจเเดง ณ เวลานั้น ลิเวอร์พูล ในยุคเครื่องจักรสีเเดง คือ มหาอำนาจ และภารกิจของ เฟอร์กี้ ในวันที่เริ่มงานนั้นเกิดขึ้นในการเป็นสถานะ “มวยรอง” เต็มระบบทั้งเรื่องของรายรับของสโมสร โครงสร้างด้านฟุตบอล หรือแม้กระทั่งเรื่องคุณภาพของนักเตะในทีม ที่แทบไม่มีใครฝากผีฝากไข้ได้

วันที่ เฟอร์กี้ เข้ามารับงานครั้งแรกคือ 6 พฤศจิกายน ปี 1986 ในตอนนั้น ยูไนเต็ด อยู่ในอันดับที่ 21 ของตารางคะแนนดิวิชั่น 1 (ยุคสมัยนั้นมีทีมลงเเข่งขันทั้งหมด 22 ทีม) เรียกได้ว่าตอนนั้นหนีตกชั้นอย่างเต็มตัว และช่วงที่ เฟอร์กี้ เข้ามารับงานเขาก็แสดงอาการถึงสภาพนักเตะในทีมมีปัญหา บางคนคุณภาพไม่ดีพอ บางคนฝีเท้าอาจจะดีแต่ก็มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต กินดื่มแบบนักเตะยุคก่อนจึงทำไม่สามารถสร้างความโดดเด่นเรื่องความฟิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ เฟอร์กี้ ให้ความสำคัญสำหรับฟุตบอลสไตล์ของเขาเป็นอย่างมาก

การที่ทีมตกไปอยู่ในระดับต่ำขนาดนั้นทำให้ความคาดหวังจากบอร์ดบริหารและแฟนบอลที่มีต่อทีมยุค “Fergie Era” ในยุคแรก ๆ นั้น จึงเป็นช่วงเวลาของการ “โละ ซ่อม สร้าง”  ทายผลบอล

แม้ตลอดช่วงเวลา 3-4 ปีก่อนได้เเชมป์แรก จะมีช่วงแมนฯ ยูไนเต็ด มีผลงานโดยรวมที่ดีขึ้น แต่ด้วยความที่ยังไม่สัมผัสแชมป์ใด ๆ ทำให้ยังมีแฟนบอลเริ่มกดดันให้ เฟอร์กี้ ลาออก แต่สถานะการเป็นมวยรองของทีม ทำให้บอร์ดบริหารยังสามารถอดทนต่อความล้มเหลวได้ การยืนหยัดเคียงข้าง เฟอร์กี้ และแนวคิดการทำทีมของเขา กลายเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จเมื่อเวลาผ่านไป และคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ได้สำเร็จในปี 1989-90  จากนั้นสโมสรมีโครงสร้างที่แข็งแกร่ง ประสบความสำเร็จในแง่ถ้วยรางวัล และเหนือสิ่งอื่นใดก็คงต้องบอกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุค เฟอร์กี้ คือการเปลี่ยนสถานะทีมให้กลายเป็นทีมระดับ “เวิลด์ไวด์” ประสบความสำเร็จในการทำตลาดทั่วโลก สร้างเม็ดเงินมากมาย รวมถึงการขยายฐานแฟนคลับที่มากขึ้นภายในยุคสมัยของเขา

สิ่งที่เกิดขึ้นในยุคของ เฟอร์กี้ คือความสำเร็จที่มาแบบถูกที่ถูกเวลา เพราะเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ พรีเมียร์ลีก ได้มีการรีแบรนด์ (ช่วงต้นยุค 90s) และผลักดันเรื่องการตลาดอย่างเต็มตัว จากนโยบายของรัฐบาลยุคมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ที่เปิดรับทุนนิยมทั้งในแง่ของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศและเรื่องของฟุตบอล

 

ท่านเซอร์ที่คิดถึง สะสมบารมีสู่สิทธิ์ขาด 100% 

เมื่อมาถึงปี 2014 ที่ เฟอร์กี้ วางมือ ทุกอย่างของสโมสรนี่อยู่ในระดับมาตรฐานที่สูงมาก ชนิดที่ทีมอื่นได้แต่มองตาปริบ ๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่หรือพอใจแค่สิ่งที่เป็นอยู่ ที่ ยูไนเต็ด ก็เช่นกัน เมื่อคนที่มีอิทธิพลต่อสโมสรในรอบ 20 ปี วางมือไป ภาระทั้งหมดจึงตกมาอยู่ที่คนสานงานต่อ ภารกิจ คือ การต่อยอดจากสิ่งที่ เฟอร์กี้ ทำ ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันต้องเป็นสิ่งที่ยากแบบเข็นครกขึ้นภูเขา แม้กระทั่ง เฟอร์กี้ เองก็ยังกล่าวในสุนทรพจน์วันที่เขาประกาศวางมือว่า

แม้จะพูดเช่นนี้ เพื่อเป็นการเตือนสติและฝากถึงแฟน ๆ รวมถึงบอร์ดบริหารของทีมเอาไว้แล้ว แต่ความจริงคือการมารับงานต่อจากผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เฟอร์กี้ คือสิ่งที่ยากที่สุด เพราะในวันที่ เฟอร์กี้ อยู่ที่นี่เขามีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในแทบทุกขั้นตอนทั้งการเลือกซื้อ – ขาย นักเตะ, การจัดการภายในทีมแบบห้ามใครเข้ามาล้วงลูกเด็ดขาด เรียกง่าย ๆ ว่าทั้งนักเตะ ทีมงานสต๊าฟ หรือตำแหน่งที่สูงกว่าอย่างผู้อำนวยการฟุตบอล เฟอร์กี้ มีสิทธิ์ตัดสินใจเต็ม 100%  แทงบอล

สิทธิ์เหล่านี้เกิดจากการสร้างและสะสมมาเป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจตรงกันว่า “เชื่อเฟอร์กี้ เดี๋ยวดีเอง” ไม่มีใครกล้าคัดค้าน แต่สำหรับผู้มาใหม่ การจะเข้ามาและขออำนาจหรือสิทธิ์การทำทีมแบบที่ เฟอร์กี้ ได้นั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย พวกเขาจะต้องเริ่มสะสมสิ่งที่เรียกว่า “บารมี” ด้วยตัวเอง…แต่ก็อย่างที่พวกเราได้เห็นกันจนถึงทุกวันนี้ไม่เคยมีใครก้าวขึ้นมามีอภิสิทธิ์ในการต่อรองกับบอร์ดบริหารของทีมแบบที่เฟอร์กี้เป็น

เรเน่ มิวเลนสตีน ทีมสต๊าฟคู่ใจของ เฟอร์กี้ เล่าถึงเหตุผลที่ไม่มีกุนซือหลังยุคของ เฟอร์กี้ ทำผลงานและสร้างความเคารพได้ใกล้เคียงกับที่เจ้านายเก่าเขาเคยทำได้ก็คือ “การแสดงออก” ที่สร้างความเป็นผู้นำโดยธรรมชาติ การทำให้คนอื่นสามารถเคารพได้ทั้งแนวคิด คำพูด และการปฎิบัติ คือสิ่งที่ เฟอร์กี้ ใช้สร้างความเชื่อมั่นกับนักเตะในทีมและบอร์ดบริหาร การเลือกคนแต่ละคนเข้ามาเป็นส่วนประกอบขององค์กร เกิดขึ้นโดยการคัดกรองอย่างละเอียดและต้องได้คนที่มองไปที่เป้าหมายเดียวกันจริง ๆ

ย้อนกลับหลังจากยุคของ เฟอร์กี้ กันอีกสักครั้ง ไม่มีกุนซือคนไหนไต่ระดับไปถึงขั้นที่ เฟอร์กี้ ทำได้เลย เราไม่ได้หมายถึงแค่การมีถ้วยเเชมป์และความสำเร็จ แต่คือการทำให้ตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางขององค์กร ทุกคนเชื่อใจ สามารถตั้งความหวังในการทำงาน รวมถึงการร้อยเอาบุคคลในทุก ๆ ตำแหน่งให้มองไปยังทิศทางเดียวกันได้ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เปรียบดังพื้นฐานของการสร้างยุคสมัยของ เฟอร์กี้

ท่านเซอร์ที่คิดถึง-2

ไม่มีกุนซือคนไหนได้เวลาเหมือนกับที่เฟอร์กี้ ได้ ไม่มีกุนซือคนไหนที่ได้สิทธิ์ขาดเหมือนกับที่ เฟอร์กี้ มี, ไม่มีโค้ชคนไหนที่สร้างทีมให้มีทัศนคติ “เอาคือเอา” ให้กับนักเตะทั้งทีมได้แบบที่ เฟอร์กี้ ทำ นั่นคือความแตกต่างที่เห็นได้ด้วยตาเปล่าผ่านเกมของ ยูไนเต็ด แต่ละนัดนับตั้งแต่เปลี่ยนโค้ชเมื่อปี 2014 เป็นต้นมา

เราไม่ได้กำลังจะบอกว่าพวกเขาทั้งหลายไร้ความสามารถ ปราศจากน้ำยาแต่อย่างเดียว เพราะสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนนอกจากเวลาก็คือ บุคลากรส่วนอื่น ๆ ของ ยูไนต็ด ก็เปลี่ยนไปมากจากยุคที่ เฟอร์กี้ เป็น โดยเฉพาะกลุ่มซีอีโอนั้น ก็มีผลอย่างมากในการฆ่ากุนซือยุคหลังเฟอร์กี้ทางอ้อม…เพราะฟุตบอลไม่ใช่เรื่องแค่ในสนาม การบริหารและวิสัยทัศน์ก็มีผลชี้ขาดอนาคตของสโมสรไม่แพ้กัน แทงบอลออนไลน์

ลืมเเก่นแท้ของความสำเร็จ

หลังจากยุคของ เฟอร์กี้ แทบไม่มีกุนซือของ ยูไนเต็ด คนที่ได้ทีมที่ตัวเองต้องการจริง ๆ จัง ๆ เลยสักครั้ง และพวกเขาแต่ละคนก็ออกมาเปิดเผยหลังจากถูกไล่ออกตรงกันเกือบหมดนั่นคือการขาดการสนับสนุนที่ดีจาก บอร์ดบริหารนั่นเอง

ในวันที่ เฟอร์กี้ วางมือไม่ใช่แค่เขาที่ออกจากทีมเพียงคนเดียว ยังมี เดวิด กิล ซีอีโอ ของทีมที่ลาออกพร้อมกันด้วย ทั้งคู่เปรียบเหมือนยอดจอมยุทธ์กับยอดกระบี่ที่ทำงานสอดประสาน ทำให้เรื่องฟุตบอลกับเรื่องธุรกิจยังเดินหน้าไปพร้อมกันได้ โดยไม่ทิ้งเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้เบื้องหลัง

ขณะที่ เฟอร์กี้ ก็ยกย่อง กิล ไม่ต่างกันว่า “เดวิด กิลล์ เป็นผู้บริหารระดับสูงที่ยอดเยี่ยมมากจริง ๆ เชื่อไหมผมกับเขามีเรื่องให้คอยโต้แย้งและเถียงกันเป็นล้าน ๆ ครั้ง แต่ผมกลับสนุกมากที่ได้เถียงกันกับเขา มันเป็นแบบนั้นทุกครั้งไป เพราะผมรู้ว่าเดวิดเป็นคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการอยู่ตรงนี้ เขาเป็นคนตรง และสองคือเขามีความคิดเหมือนกับผมคือต้องการให้ยูไนเต็ดเป็นที่ 1 เสมอ” ข่าวบอล

แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคที่ วู้ดเวิร์ด เป็นซีอีโอ มีการจัดการทีมที่ยอดเยี่ยมในเรื่องธุรกิจ สโมสรแห่งนี้มีหน่วยงานของตัวเองที่แยกตัวออกมาทำงานอย่างชัดเจน ทั้งฝั่งที่ดูแลเรื่องสินค้า, ฝั่งกิจการด้านโทรทัศน์, ฝั่งแบรนด์ต่างประเทศ, ฝั่งสื่อสารกับแฟนบอล, ฝ่ายโฆษณา เรียกได้ว่ามีผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในแต่ละแขนงที่จะมาคอยบริหารจัดการให้ทีมปีศาจแดงยังคงประสบความสำเร็จด้านธุรกิจและรับมือได้กับทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

แม้แต่เว็บไซต์หลักของสโมสรก็ได้เขียนอธิบายเป้าหมายของสโมสรว่า “เป้าหมายของเราคือการเพิ่มรายได้และกำไร ด้วยการขยายการเติบโตของธุรกิจ ที่จะช่วยเสริมสร้างแบรนด์, ฐานแฟนคลับในระดับโลก และความพร้อมด้านการตลาด” นี่คือข้อความในเว็บไซต์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งบอกอะไรได้หลายอย่าง

เมื่อเราเอาคำพูดของ เฟอร์กี้ และ กิล ที่บอกว่า “ยูไนเต็ด คือที่ 1 เสมอ” มาเปรียบเทียบกับเป้าหมายปัจจุบันที่กล่าวไว้ข้างต้น เราสามารถเห็นถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนมากขึ้น โดยที่แทบไม่ต้องวิเคราะห์อะไรให้ลึกไปมากกว่านี้

พวกเขากลายเป็นทีมที่เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย นักเตะบางคนที่โค้ชอยากจะได้จริง ๆ กลับไม่ยอมสนับสนุนเรื่องเงิน แต่เมื่อเวลาผ่านไปพวกเขาได้เห็นความผิดพลาด พวกเขาก็จะเริ่มทุ่มเงินก้อนใหญ่เพื่อเอามาอุดช่วงเวลาที่ผิดพลาดไป … ซึ่งส่วนมากมันช้าเกินไป เสียโอกาสที่ควรจะได้เดินไปข้างหน้ากลับถอยหลัง เสียเวลาไปเปล่า ๆ โดยที่เรื่องในสนามไม่ได้พัฒนาขึ้นเลย

ยิ่งซื้อนักเตะผิดพลาดเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องใช้เวลาเคลียร์ความผิดพลาดนั้นมากขึ้น ยิ่งในยุคโมเดิร์นฟุตบอลที่รอกันไม่ได้ เวลาแต่ละปีมีค่า มีราคาต้องจ่าย ทีมต้องแบกค่ายเหนื่อยของนักเตะที่แพงเกินเหตุ แถมเต็มไปด้วยนักเตะที่ขาดทัศนคติที่ดี ขาดความมุ่งมั่นทุ่มเท โค้ชแต่ละคนต้องมาเสียเวลาจัดการนักเตะที่พวกเขาไม่ได้ใช้งาน หรือหาตำแหน่งที่เหมาะสมให้กับนักเตะที่จำเป็นต้องเข็นลง มันก็ยิ่งเหมือนการจับปูใส่กระด้ง ทีมไม่เข้าล็อคเข้าที่เสียที จนยากที่จะไล่ตามทีมที่มีแนวทางและวิธีการชัดเจน เลือกโค้ชที่เหมาะกับทีม และให้สิทธิ์โค้ชในการเลือกนักเตะเพื่อเอามาใส่ในระบบของพวกเขาด้วยตัวเอง เหมือนกับที่ แมนฯ ซิตี้ ให้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ ลิเวอร์พูล ให้เวลากับ เจอร์เก้น คล็อปป์ เป็นต้น  ข่าวนักเตะ